
ถ้าเราจะพูดเรื่องเมืองกันในช่วงนี้ เราจะไม่พูดเรื่องปัญหาความร้อนก็คงไม่ได้ ในปีนี้เป็นอีกปีที่ดูจะร้อนขึ้นจนเริ่มเข้าสู่ภาวะที่น่ากังวลใจและเริ่มกระทบกับสุขภาพและสุขภาวะของเราอย่างจริงจัง เมืองเริ่มร้อนจนอยู่ไม่ได้ และในประเด็นเมืองที่เราเริ่มมองเห็นคือความร้อนกระทบกับคนเมืองโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ไปจนถึงเข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศ การใช้ชีวิตในบ้านที่ร้อนในหลายพื้นที่และในกลุ่มเปราะบางเช่นกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ ปัญหาความร้อนอาจนำไปสู่การสูญเสีย เช่น การเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำและภาวะฮีทสโตรก
ปัญหาความร้อนและเมืองร้อนเป็นปัญหาหลักที่หลายเมืองใหญ่ในประเทศเขตหนาวเผชิญ การเกิดขึ้นของคลื่นความร้อน (heatwave) เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิอากาศ เมืองทั้งในยุโรปและอเมริกาเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง เช่น ในปี 2003 ที่ยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงถึง 70,000 ราย การรับมือกับความร้อนในเมืองหนาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

การปรับตัวและปรับเมืองเพื่อแก้ปัญหาความร้อนของประเทศต่างๆ จึงอาจเป็นแนวทางที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ในนโยบายเพื่อการลดอุณหภูมิของเมืองส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผนระยะยาวเช่นการปรับเมือง ปรับผังเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการการใช้พลังงานและการปล่อยความร้อนของเมือง และอีกด้านคือการออกนโยบายระยะสั้น
หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่หลายเมืองใหญ่เพื่อร่วมรับมือความร้อนคือการเปิดและกระจายศูนย์หลบร้อนเรียกว่า Cooling Shelter อันที่จริงนโยบายเรื่องศูนย์หลบร้อนถือเป็นนโยบายที่เรียบง่าย คือการที่เมืองเปิดพื้นที่ปรับอากาศ เป็นพื้นที่ปิดในอาคารที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาหลบร้อนได้ เป็นพื้นที่สาธารณะฉุกเฉิน โดยการเปิดศูนย์หลบร้อนส่วนใหญ่เมืองจะทำควบคู่กับระบบดิจิตัลคือระบบเตือนภัยและนำทาง เมื่อเมืองมีอุณหภูมิถึงจุดที่เป็นอันตราย ระบบจะเตือนภัยและนำผู้ใช้งานไปยังศูนย์หลบร้อนที่ใกล้ที่สุด

รู้จักศูนย์หลบภัยร้อน (Cooling Center)
ศูนย์หลบภัยร้อนเป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะของเมืองโดยเฉพาะเมืองหนาวในการรับมือกับคลื่นความร้อนและภาวะอุณหภูมิสูงจนกระทบกับสุขภาพ อย่างแรกที่สุดคือในช่วงที่ยุโรปและอเมริกาเจอกับคลื่นความร้อน ครัวเรือนจำนวนมากไม่มีเครื่องปรับอากาศ การเปิดและสนับสนุนพื้นที่ปรับอากาศไปจนถึงพื้นที่ให้ความเย็นจึงเริ่มแนวนโยบายสำคัญในการรับมือเมืองร้อน
คำว่าศูนย์หลบภัยร้อนมีหลายรูปแบบ ในรูปแบบที่รัฐสนับสนุนก็มีตั้งแต่การเปิดพื้นที่ติดเครื่องปรับอากาศเป็นพื้นที่หลบร้อนโดยเฉพาะ เช่นการปรับพื้นที่สนามกีฬา หรือการเปิดพื้นที่ในการดูแลของรัฐ เช่น ห้องสมุด สถานที่บริการต่างๆ ศูนย์ดูแลพักพิง สระว่ายน้ำ อาคารปรับอากาศอื่น ในบางนโยบายอาจเป็นทำงานร่วมกับพื้นที่ของเอกชน เช่นพื้นที่ของกลุ่มธุรกิจ อาคารส่วนกลางที่อยู่ใกล้ชุมชน บางส่วนอาจเป็นการพิจารณาขยายเวลาให้บริการของเหล่าพื้นที่สาธารณะที่มีพื้นที่ปรับอากาศ
ถ้าเรามองศูนย์หลบภัยร้อนคือพื้นที่ปิดที่ให้บริการพื้นที่ปรับอากาศเป็นอีกรูปแบบของพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สาธารณะติดแอร์เหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สัมพันธ์กับภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ นอกจากความร้อนรุนแรงแล้ว พื้นที่หลบร้อนยังสัมพันธ์กับปรากฏการณ์อื่นๆ เช่นปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือการเปิดพื้นที่ปลอดภัยในขณะที่เกิดมลพิษทางอากาศ
กระแสการเปิดให้บริการของศูนย์หลบร้อน ค่อนข้างเป็นแนวนโยบายสำคัญโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของสหรัฐ เมืองสำคัญเช่นนิวยอร์ก ลองเองเจอลิส บอสตัน ไปจนถึงโตรอนโตของแคนาดาต่างก็ใช้ศูนย์หลบร้อนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำคัญในการรับมือคลื่นความร้อน
การเปิดศูนย์หลบร้อนอย่างเดียวไม่ใช่ทางแก้เมืองร้อนแต่เป็นการรับมืออย่างเร่งด่วน รวมถึงการเปิดเฉพาะศูนย์ก็ไม่ใช่วิธีการรับมือเดียว ศูนย์หลบร้อนมักถูกพัฒนาโดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบเตือนภัยและนำทาง เมืองส่วนใหญ่มักจะมีการสร้างระบบเตือนระดับอุณหภูมิและแจ้งพิกัดของพื้นที่หลบร้อนที่อยู่รอบๆ ในแผนที่ดิจิตอล
ตัวอย่างเมืองในยุโรปที่ใช้นโยบายศูนย์หลบร้อนคือกรุงเอเธน เมืองเอเธนส์มีโปรเจคชื่อ #CoolAthens สิ่งที่เอเธนทำคือการจัดลำดับความอันตรายของความร้อนและคลื่นความร้อน จากระดับ 0-3 มีระบบเตือนภัยและเปิดศูนย์ความร้อน 7 แห่ง ระบบเตือนภัยจะทำหน้าที่เตือนและระบุพื้นที่หลบภัยร้อนในพื้นที่
ปัญหาของศูนย์หลบร้อน
แม้ว่าศูนย์หลบร้อนจะฟังดูเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์เช่น การที่เรามีพื้นที่ปรับอากาศที่ใช้งาน ไปใช้เวลาได้ฟรีใกล้บ้าน เป็นพื้นที่สำหรับผู้คนที่อาจจะไม่สามารถไปใช้ร้านกาแฟหรือห้างได้ ทว่า ในกระแสของศูนย์หลบร้อน ตัวศูนย์หลบร้อนเองก็เจอกับปัญหาคือไม่ได้รับความนิยมนัก
ตัวอย่างสำคัญคือถ้อยแถลงของโฆษกเมืองโอกราโฮมาที่ระบุว่าศูนย์หลบร้อนเป็นนโยบายและสาธารณูปโภคสำคัญ แต่ทว่าตัวศูนย์หลบร้อนกลับไม่ได้รับความนิยมนัก ในบางงานศึกษา เช่น งานศึกษานโยบายสาธารณสุขในยุโรปเมื่อปี 2006 พบว่าผู้ที่มาใช้งานศูนย์หลบร้อน ยังไม่ใช่กลุ่มเปราะบางที่เป็นเป้าหมายหลักที่เมืองต้องการเปิดศูนย์หลบร้อนรองรับ
ปัญหาเรื่องความนิยมของศูนย์หลบร้อน นิตยสาร forbes ก็ได้รายงานปัญหาพร้อมเสนอแนวทางในการปรับปรุงพื้นที่หลบร้อนของรัฐ เช่น เพิ่มความน่าใช้งาน คือทำให้พื้นที่หลบร้อนรื่นรมย์ เช่นพื้นที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีอาหาร น้ำหรืออินเตอร์เน็ตรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ข้อเสนอแนะยังว่าด้วยการขยายการเข้าถึงพื้นฐานและขยายความเข้าใจ เช่น ขยายจำนวนพื้นที่หลบร้อน ขยายเวลาทำการ เพิ่มการรับรู้ของผู้คนถึงตัวพื้นที่หลบภัยร้อนในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและบริการใหม่ของเมือง
ประเด็นของศูนย์หลบร้อนในฐานะนโยบายและสาธารณูปโภคของเมือง ถือเป็นความสนใจและวิธีการที่ค่อนข้างสำคัญ มีการทำการศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องหลายชิ้น ที่อเมริกามีการออกรายงานจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเกี่ยวกับงานศึกษาที่เกี่ยวข้องและแนวทางการเปิดใช้งานศูนย์หลบร้อนในระดับเมืองและระดับนโยบาย
การแก้ปัญหาด้วยพื้นที่ปรับอากาศ แน่นอนว่าเผชิญกับข้อสังเกตและคำวิจารณ์ในการที่พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยความร้อนของเมืองและการใช้กระแสไฟฟ้า ในความจำเป็นของพื้นที่ปรับอากาศอาจนำไปสู่การคิดทบทวนการออกแบบเช่นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่หลบร้อนที่ใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ได้รับการออกแบบให้ลดการภาวะการใช้พลังงานในการปรับอากาศลง พิจารณาพลังงานที่สะอาดหรือหมุนเวียนมากขึ้น
พื้นที่เย็นหรือพื้นที่หลบร้อน ในด้านหนึ่งอาจไม่ได้หมายรวมเพียงพื้นที่ที่อาศัยเครื่องปรับอากาศเท่านั้น แต่คือพื้นที่ที่ให้ความเย็นสบายกับผู้คนได้ อาคารที่ได้รับการออกแบบให้มีความเย็นสบาย เน้นการใช้ลมธรรมชาติ การใช้พื้นที่สีเขียวร่วมกับพื้นที่สีฟ้าคือการออกแบบที่เกี่ยวกับน้ำเข้ามาร่วมเปิดเป็นพื้นที่เย็นสบายหรือเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่เมืองโดยรวม
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.cdc.gov
https://news.gtp.gr
https://www.forbes.com